เตรียมกลับมาเดินรถได้อีกครั้ง หลังสถานีขนส่งถูกปลดล็อกดาวน์

           ประกาศออกมาจากทางสถานีขนส่งซึ่งจะมีการปลดล็อคดาวการเดินรถอีกครั้งหนึ่งโดยจะมีการเปิดเส้นทางให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางด้วยรถ บขส. ได้อีกรอบโดยในครั้งแรกนั้นจะเปิดวันที่ 18 เดือนพฤษภาคมพ.ศ. 2553 ซึ่งเส้นทางการเดินรถนั้นจะมีการเปิดให้รถวิ่งในเขตพื้นที่ของภาคเหนือและภาคอีสานก่อนหลังจากนั้นก็จะมีการเริ่มให้รถโดยสารอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 1 มิถุนายนปี พ.ศ. 2563 สำหรับภาคใต้โดยทาง บขส. เองก็ได้มีการเตรียมมาตรการเอาไว้อย่างเข้มงวดเพื่อที่จะมีการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่าของประชาชนที่มาใช้บริการของ บขส. อีกด้วย

         สำหรับเรื่องราวที่จะมีการการให้รถโดยสารวิ่งรับส่งผู้โดยสารทั้งภาคเหนือและภาคอีสานรวมถึงภาคใต้นั้นได้มีการประกาศออกมาจากทางบริษัทขนส่งโดยตรงโดยมีการระบุกำหนดเส้นทางการเดินรถเอาไว้แล้วว่าจะมีการให้พื้นที่ภาคไหนในการเริ่มต้นเดินทางได้ก่อนแต่ว่าในช่วงนี้อาจจะยังมีการจำกัดเรื่องของเส้นทางที่จะมีการวิ่งผ่านซึ่งอาจจะไม่หลากหลายเหมือนกับตอนที่สถานการณ์ของประเทศไทยยังเป็นปกติมากนักแต่ทั้งนี้ทางบริษัทขนส่งเองก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเดินทางของประชาชน

ในช่วงนี้ว่าการเดินทางไปมาระหว่างจังหวัดนั้นค่อนข้างลำบากเพราะว่าไม่มีรถโดยสารประจำทางในการวิ่งคนส่วนใหญ่จึงต้องใช้รถส่วนตัวของตนเองแต่บางคนก็ไม่ได้มีรถส่วนตัวในการที่จะเดินทางข้ามจังหวัดไปไหนมาไหนจึงได้มีมติเห็นพ้องต้องกันว่าจะมีการเปิดเส้นทางการเดินรถให้กับประชาชนเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางซึ่งทางบริษัทขนส่งนั้น

ได้มีการประกาศหยุดการเดินรถชั่วคราวทุกเส้นทางเลยตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 เดือนเมษายนปี พ.ศ. 2563 ซึ่งสาเหตุของการหยุดการเดินรถชั่วคราวนั้นเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นเพราะช่วงนั้นมีการระบาดของไวรัสโคโรน่าแต่ในสถานการณ์ตอนนี้การระบาดเริ่มดีขึ้นรัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้มากขึ้นดังนั้นทาง บขส.เอง

จึงได้มีการพิจารณาแล้วว่าจะมีการเปิดเส้นทางการเดินรถให้เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกแต่อาจจะต้องมีการกำหนด ปลายทางการวิ่งก่อนเพราะว่าไม่สามารถเปิดพร้อมกันได้ที่เดียวทุกเส้นทาง มันจะมีการเปิดวิ่งเดินรถทุกเส้นทางพร้อมกันเมื่อไหร่ได้อีกครั้งนั้นคงต้องรอดูสถานการณ์ของการระบาดของเชื้อไวรัสกรณีอีกครั้งหนึ่งหากมีข้อยุติยังไงก็จะมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบเป็นระยะอีกครั้ง  ซึ่งการเดินทางในช่วงนี้ทุกคนยังต้องมีการสวมใส่หน้ากากอนามัยกันด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8

ป้าแสบแอบพาหลานสาววัย 12 ไปสังเวยกาม

ป้าแสบแอบพาหลานสาววัย 12 ไปสังเวยกามแฟนหนุ่มพร้อมหวังเงินเพียง 200 บาทไปซื้อยา

             เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราเมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่านางสาวกัญจนาได้พาหลานสาวชื่อเด็กหญิงเออายุแค่เพียง 12 ขวบเท่านั้นเข้าไปแจ้งความที่สถานีตำรวจโดยมีการบอกเล่าเรื่องราวว่าผู้เป็นป้าของ เด็กหญิง A ได้พาเด็กหญิง a ไปค้ากามให้กับแฟนของตนเองจึงต้องการให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมป้าของเด็กหญิง A

       เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 เดือนพฤษภาคมพศ 2563 โดยนางสาวกาญจนาซึ่งเป็นอาของเด็กหญิงเอได้เล่าให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจฟังว่าเมื่อวานนี้ช่วงเวลาบ่ายๆป้าของเด็กหญิง A ที่ชื่อว่าป้ากิ๊กได้พาเด็กหญิงเอออกไปจากบ้านโดยบอกกับนางสาวกาญจนาว่าจะพาเด็กหญิง a ไปตามหาสุนัขที่หายไปหลังจากนั้นทั้งเด็กหญิงเอและป้ากิ๊ก

ก็ได้หายไปเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงแล้วเมื่อพากันกลับมาถึงบ้านนางสาวกาญจนาสังเกตเห็นว่าเด็กหญิงเอมีอาการซึมเศร้าและมีอาการผิดแปลกไปก่อนที่จะออกไปจากบ้านจึงได้มีการสอบถามว่าไปไหนกันมาในที่สุดเด็กหญิงเอเชียจึงได้มีการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับนางสาวกาญจนาฟังว่าป้ากิ๊กได้พาเด็กหญิงเอไปหาแฟนของป้ากิ๊กที่วัดแห่งหนึ่ง

หลังจากนั้นก็ให้แสดงของป้ากิ๊กทำการข่มขืนเด็กหญิง a เพื่อแลกกับเงิน 200 บาทโดยเงินดังกล่าวจะนำไปซื้อยาเสพติดและเมื่อได้เงินกลับมาเรียบร้อยแล้วปกติจึงพาเด็กหญิงเอกับนาที่บ้านเมื่อนางสาวกาญจนาทราบเรื่องราวจึงได้มีการนำตัวหลานสาวไปทำการแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตับป้ากิ๊กพร้อมกับแฟนของป้ากิ๊กที่ชื่อนายเป้ที่เป็นผู้ข่มขืนเด็กหญิง A

      ซึ่งจากการที่  เจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งเหตุก็ได้ประสานงานกับทางสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้เดินทางมาดูแลเด็กหญิงเอซึ่งจากข้อมูลในการสอบถามเด็กหญิง a เบื้องต้นหนูน้อยให้ข้อมูลว่าอันที่จริงแล้วป้ากิ๊กพาเธอไปขายตัวให้กับคนอื่นมาหลายครั้งแล้วซึ่งเธอถูกข่มขืนมาตั้งแต่ตอนที่เธออายุแค่เพียง 8 ขวบเท่านั้นซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้

ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกทางเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์จึงได้มีการนำตัวของเด็กหญิงเอไปดูแลและฟื้นฟูสภาพจิตใจพร้อมทั้งพาไปที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบหาร่องรอยการถูกข่มขืนส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ได้มีการเตรียมเข้าจับกุมรวมถึงถุงของป้ากิ๊กด้วย

ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่าป้ากิ๊กนั้นที่จริงแล้วมีลูกเป็นของตนเองถึง 3 คนแต่ไม่ได้เลี้ยงลูกของตนเองเลยโดยยกให้คนอื่นดูแลทั้งหมดซึ่งทางสำนักงานพัฒนาสังคมและมนุษย์จะได้มีการประสานงานส่งเรื่องขอดูแลเด็กๆทั้ง 3 คนเพิ่มเติมหรือถ้าหากเด็ก 3 คนอยากอยู่กับผู้ปกครองคนเดิมที่อยู่ในตอนนี้ก็จะมีการจัดการเรื่องเอกสารให้เป็นเรื่องเป็นราวโดยให้เด็กๆทั้ง 3 คนได้อยู่กับผู้ปกครองที่ดูแลอยู่ในตอนนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8 john terry

ขับรถแหกด่านชนเจ้าหน้าที่เจ็บ 2 ราย

ชายหนุ่มอายุ 19 ปีกลัวกลับมาไม่ทันเคอร์ฟิวขับรถแหกด่านชนเจ้าหน้าที่เจ็บ 2 ราย

          ในสถานการณ์ตอนนี้ไม่ว่าจังหวัดไหนก็มักจะมีการตั้งด่านตรวจวัดไข้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าและยังมีการตั้งด่านในช่วงเวลากลางคืนเพื่อเป็นการตรวจสอบการเคอร์ฟิวของประชาชนเพื่อไม่ให้กลับบ้านเกิน 22:00 น. ซึ่งเหตุการณ์ที่ประชาชนส่วนใหญ่มักจะกลับบ้านไม่ค่อยทันเคอร์ฟิวนั้นมีค่อนข้างบ่อยเกิดเหตุทุกวันหลายคนต้องประสบอุบัติเหตุ

เนื่องจากขับรถเร็วจนถึงแก่ความตายเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันเมื่อวันที่ 10 เดือนพฤษภาคมพศ2563 ช่วงเวลาประมาณ 09:00 นมีชายวัยรุ่นคนหนึ่งอายุประมาณ 19 ปีได้ขับรถเก๋งเพื่อจะเดินทางกลับบ้านและเมื่อถึงด่านที่จังหวัดลพบุรีใช้วันที่19 ปีก็ไม่จอดให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจแต่มีการขับฝ่าด่านออกไป

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตั้งเต็นท์และรอตรวจวัดไข้และตรวจเอกสารของผู้จะเดินทางในช่วงเวลากลางคืนดังนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รับบาดเจ็บจากการที่ใช้ 19 ปีขับรถฝ่าด่านในครั้งนั้นซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายถูกรถยนต์ของชายอายุ  19ปีชนในขณะเดียวกันใช้ 19 ปีก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสและสลบอยู่ภายในรถของตนเอง

ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปดูผู้บาดเจ็บในรถพบว่าชายคนดังกล่าวมีกลิ่นสุรารุนแรงซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะไปดื่มสุรามาแล้วมีอาการเมาจึงเกรงว่าจะมีความผิดฐานเมาแล้วขับรถทำให้ชายหนุ่มทำการขับรถแหกด่านส่งผลให้เจ้าหน้าที่ที่ควบคุมด่านตรงบริเวณนั้นได้รับบาดเจ็บ 2 คนและยังทำให้ข้าวของตรงบริเวณด่านได้รับความเสียหาย

มีรถยนต์ถูกชนหลายคันด้วยกันรวมถึงเต็นท์และเก้าอี้อ่านก็ล้มเลยนะว่าจากฝีมือการขับรถของชายคนดังกล่าว เบื้องต้นที่มีการส่งตัวผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองคนได้รับการตรวจรักษาความปลอดภัยดีแล้วส่วนผู้บาดเจ็บนั้นตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการรักษาตัวอยู่ซึ่งคาดว่าเมื่อรักษาตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการดำเนินคดีโดยข้อหาเมาแล้วขับและยังมีข้อหาในเรื่องของการขับรถฝ่าด่านและทำให้คนอื่นได้รับบาดเจ็บและยังทำลายข้าวของของทางราชการเสียหายอีกด้วย

       สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ถ้าหากชายวัย 19 ปีไม่เกรงกลัวเรื่องของการตรวจพบว่าเมาสุราแล้วเขาก็เดินออกไปก็คงจะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บมากขนาดนี้และตัวเขาเองก็ไม่ต้องถูกดำเนินคดีหลายข้อหาที่สำคัญตัวเขาเองก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกด้วย เหตุการณ์ในครั้งนี้คงจะเป็นอุทาหรณ์ให้ใครหลายๆคนได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับเรื่องของการเมาแล้วค่ะเพราะนอกจากจะเดือดร้อนตนเองแล้วคนอื่นยังต้องมาเดือดร้อนตามไปด้วยที่สำคัญพ่อกับแม่ยังต้องหาเงินมาประกันตัวลูกชายรวมถึงต้องมาจ่ายค่าเสียหายที่ลูกชายไปสร้างเอาอีกต่างหาก

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  bk8 pc

แม่แจ้งจับลูกชายเพราะขโมยข้าวเปลือกของบ้านตนเอง

แม่แจ้งจับลูกชายเพราะขโมยข้าวเปลือกของบ้านตนเองและของน้าไปขายเพื่อซื้อยาเสพติด

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อหญิงสาววัยกลางคนสองคนได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีคนเข้ามาขโมยข้าวเปลือกในยุคของตนเองหายไปซึ่งคาดว่าคนที่มาขโมยข้าวเปลือกนั้นน่าจะเป็นลูกชายของตนเองโดยเหตุการณ์ครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรายงานเอามาจากนางสาวอัมพรและนางสาวดวงใจสองพี่น้องโดยนางสาวอัมพรให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าข้าวเปลือกบ้านของเธอนั้น

ถูกขโมยไปประมาณ 5 กระสอบและยังมีข้าวเปลือกของบ้านน้องสาวของเธอซึ่งมีพื้นที่บ้านอยู่ในพื้นที่เดียวกันนั้นหายไปอีก 2 กระสอบโดยนางสาวอัมพรให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าสงสัยในตัวขโมยที่มาขโมยข้าวเปลือกไปนั้นน่าจะเป็นลูกชายของเธอเองชื่อว่านายพิณซึ่งลูกชายของเธอนั้นอายุ 18 ปีโดยปกติแล้วในพินจะไม่ได้อยู่ในบ้านเดียวกันกับเธอมักจะไปๆมาๆส่วนใหญ่มักจะไปอยู่กับเพื่อนเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบพื้นที่และทราบตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว

จึงได้ให้ชุดสืบสวนได้ติดตามหาตัวในพินซึ่งหลังจากนั้นพบว่ามีข้อมูลว่าในพินนี้ไปหลบซ่อนอยู่แถวกระท่อมท้ายหมู่บ้านทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เดินทางไปจัดกลุ่มแล้วก็พวกของการจริงๆไม่มีข้าวเปลือกอยู่ที่กระท่อมของนายพินประมาณ 4 กระสอบและยังมีรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการขับไปก่อเหตุอีก 1 คันยังไงผิดเองก็สารภาพกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นคนลงมือขโมยข้าวเปลือกของแม่และของน้ามาจริงหวังว่าจะนำเข้าเปิดที่ขโมยมาได้นี้

ไปขายเพราะก่อนหน้านี้ก็เคยเอาข้าวเปลือกของแม่ไปขายประมาณ 2 กระสอบเคยขายให้กับโรงงานสีข้าวในพื้นที่ซึ่งข้าวเปลือกที่นำไปขายในครั้งแรกนั้นได้เงินมาประมาณ 600 กว่าบาทซึ่งในพินเองก็ได้นำเงินดังกล่าวไปซื้อเหล้าแล้วก็ไปซื้อยาเสพติดมาเสพทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวนายเพ็ญไปที่โรงพักในขณะเดียวกันแม่ของนายพินก็คือนางสาวอัมพรก็ติดตามลูกไป

ที่โรงพักด้วยเช่นเดียวกันโดยได้มีการเข้ามาพูดคุยกับลูกด้วยพร้อมกับร้องไห้ไปด้วยโดยเธอบอกว่าถึงแม้ลูกจะโกรธเธอเธอก็เข้าใจและไม่ว่าอะไรเพราะเธอรักลูกของเธอมากอยากได้อะไรเธอก็หามาให้ถึงแม้ว่าเธอไม่มีเงินเธอก็ไปหยิบยืมเงินคนอื่นมาซื้อของให้ลูกของเธอแต่เมื่อลูกทำความผิดที่สำคัญในการทำความผิดครั้งนั้น

คือการขโมยลักทรัพย์ของคนอื่นและทรัพย์สินที่ขโมยก็เป็นของพ่อแม่แล้วก็น้าทำให้เธอต้องตัดสินใจที่จะส่งลูกเข้าไปอยู่ในคุกก็เธอไม่อยากให้ลูกของเธอไปสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นอย่างน้อยลูกอยู่ในคุกก็ไม่มีใครทำอันตรายลูกของเธอได้ ซึ่งในเพจเองก็เข้าใจดีและได้ก้มลงกราบขอโทษกับการกระทำในครั้งนี้กับแม่เรียบร้อยแล้ว

 

สนับสนุนโดย  rb88

พนักงานขับรถ 6 ล้อ โชว์สกิลการจับขโมยที่มาขโมยแบตเตอรี่รถ 

พนักงานขับรถ 6 ล้อ โชว์สกิลการจับขโมยที่มาขโมยแบตเตอรี่รถ 

        เหตุการณ์ที่ พนักงานขับรถ 6 ล้อ ได้มีการโพสต์คลิปวิดีโอ เกี่ยวกับการจับกุมคนร้ายที่แอบมาขโมยแบตเตอรี่รถยนต์ของตัวเอง พร้อมด้วยการลงโทษแบบทหารด้วยการหมอบก้มหน้าลงพื้นแล้วเอาก้นบุหรี่ใส่มือ และมีการขู่จะยิงคนร้ายหากมีการเงยหน้ามามอง จนคนร้ายร้องไห้ร้องขอชีวิต  ซึ่งเมื่อคลิปนี้มีการถูกเผยแพร่ออกไปต่างก็มี

คนเข้ามาวิจารณ์ถึงการกระทำของคนขับรถหกล้อนี้กันมากว่า เป็นการจับกุมคนร้ายที่รุนแรงเกินไป ซึ่งเรื่องราวนี้ทางคนขับรถหกล้อจึงได้ออกมาชี้แจงให้กับสังคมโซเชียวได้เข้าใจถึงเหตุผลที่ตนเองทำ

โดยการเริ่มต้นการเล่าเรื่องราวว่า ในคืนวันที่ 29 เดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2563 เขาได้จอดรถไว้ที่หน้าบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งและเขาได้นอนหลับอยู่ตรงด้านหน้ารถตรงที่คนขับ และเมื่อสักช่วงเวลาประมาณ ตีสองถึงตีสาม เขาได้ตื่นขึ้นมาเพื่อจะขับรถต่อปรากฏว่าเขาไม่สามารถสตาร์ทรถได้ เมื่อมาดูด้านท้ายของรถก็พบว่าแบตเตอรี่ที่มีอยู่สองอัน

หายไปอันหนึ่งทำให้เข้ารู้แล้วว่าเขาโดนคนมาขโมยแบตเตอรี่ไปแน่นอน ดังนั้นเขาจึงได้แอบซุ่มรอดูเพื่อต้องการที่จะจับขโมยทีมาขโมยแบตเตอรี่เพราะเขามั่นใจว่า คนร้ายต้องย้อนกลับมาเอาแบตเตอรี่อีกลูกแน่นอน และเมื่อรอได้ไม่ถึง 15 นาทีคนร้ายของก็ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามากำลังจะขโมยแบตเตอรี่ คนขับรถหกล้อจึงได้เข้าจับกุมและบังคับให้คนร้ายนอนคว่ำหน้าเพราะคนขับรถหกล้อไม่รู้ว่าคนร้ายจะมีอาวุธหรือไม่

ส่วนวิธีการทำโทษนั้นคนขับรถหกล้อบอกว่าเอาวิธีการทำโทษแบบทหารมาใช้เพราะเคยฝึกทหารมาก่อน ซึ่งการทำโทษนั้นแค่เพียงให้นอนคว่ำหน้าแล้วเอามือไพล่หลัง แล้วเขาจึงเอาก้นบุหรี่ที่ยังติดไฟอยู่วางไว้บนมือคนร้ายเพื่อหวังให้คนร้ายหลาบจำ และที่ขู่ว่าจะยิงถ้าเงยหน้านั้นก็เป็นเพียงการขู่ให้คนร้ายกลัวเท่านั้น

ซึ่งเขายืนยันว่าไม่ได้ทำร้ายอะไรคนร้ายเลย ซึ่งมีการทำโทษคนร้ายไปประมาณ 1 ชั่วโมงก็เรียกให้ รปภ. ตรงหน้าโรงงานช่วยเรียกตำรวจมาพาตัวไป ซึ่งเขาเองได้บอกกับตำรวจว่าไม่เอาความเพราะสงสาร เพราะคนร้ายบอกว่าต้องหาเงินไปเลี้ยงครอบครัว ซึ่งคนขับรถหกล้อก็เข้าใจถึงความจำเป็นของคนในช่วงนี้ ขอเพียงแค่เขาเอาแบตเตอรีที่ขโมยไปมาคืน

แต่พอรุ่งเช้าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับเรียกให้เขาไปแจ้งความดำเนินคดี เพราะคนร้ายมีหมายจับหลายรายเพราะก่อเหตุลักทรัพย์บ่อยครั้งจนชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน คนขับรถหกล้อจึงต้องเข้าไปแจ้งความเอาผิดตามที่ตำรวจร้องขอ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  rb88 เข้าสู่ระบบ

สุดสลดใจเมื่อเห็นภาพหนูน้อยนั่งเฝ้าแม่อยู่ข้างถนน

สุดสลดใจเมื่อเห็นภาพหนูน้อยนั่งเฝ้าแม่อยู่ข้างถนนในสภาพแม่เมาพูดจาไม่รู้เรื่อง

         มีการแชร์ภาพในโลกออนไลน์เป็นภาพของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุน่าจะราวๆ 2 ขวบกำลังนั่งอยู่ข้างๆผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งคาดว่าน่าจะอายุประมาณ 35-40 ปีซึ่งสภาพของหญิงสาวคนดังกล่าวนั้นนอนอยู่ข้างถนนซึ่งในครั้งแรกผู้พบเห็นคิดว่าเธออาจจะประสบอุบัติเหตุอะไรหรือไม่แต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆซึ่งพบว่าหญิงคนดังกล่าวนั้นยังมีชีวิตอยู่เพียงแต่เธออยู่ในสภาพที่เมามายจนไม่สามารถพูดจารู้เรื่องได้และไม่สามารถเดินไปไหนได้จึงได้นอนหลับอยู่ข้างถนนนั่นเอง

ซึ่งเหตุการณ์ที่มีคนไปพบนี้ถูกพบในเวลากลางคืนทำให้ชาวโซเชียลที่ได้เห็นภาพดังกล่าวเกิดรู้สึกความสลดใจต่อเด็กหญิงวัย 2 ขวบเป็นอย่างมากที่มีแม่แบบนี้เพราะบริเวณที่มีคนไปพบทั้งสองคนนั้นเป็นบริเวณที่ไม่มีเสาไฟฟ้าจึงทำให้บริเวณดังกล่าวนั้นค่อนข้างมืด

ดังนั้นหากมีรถวิ่งผ่านมาในช่วงเวลาดังกล่าวจะส่งผลให้ทั้งตัวเด็กเองและหญิงสาวที่นอนหลับอยู่ข้างถนนได้รับอันตรายจากการถูกรถชนหรือรถเฉี่ยวได้ทำให้หลายคนที่ไม่เห็นภาพรู้สึกสะท้อนใจต่อความรับผิดชอบของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีต่อลูกซึ่งเธอไม่ได้ห่วงเลยว่าตัวเธอเองหรือว่ารูปนั้นจะเป็นอันตราย 

     จากภาพที่มีการแชร์นั้นเป็นภาพที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยคนหนึ่งได้ผ่านมาเจอขณะที่เขาเลิกงานแล้วจะกลับบ้านในช่วงกลางดึกของวันที่ 26 เดือนเมษายนพ.ศ 2553 โดยภาพเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่จังหวัดตรังซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เป็นคนโพสต์ภาพดังกล่าวก็ได้ออกมาโพสต์ภาพและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพในครั้งนี้ว่าเป็นภาพที่ดูแล้วรู้สึกสลดใจต่อการกระทำของผู้หญิงวัย 40 ปีคนนี้มากซึ่งถ้าเธอไม่ห่วงตัวเองเธอควรจะห่วงลูกของเธอที่มีอายุแค่เพียง 2 ขวบเท่านั้น

ว่าจะเกิดอันตรายอะไรหรือไม่โชคดีที่เด็กน้อยไม่ใช่เด็กที่ซุกซนจึงนั่งเล่นนั่งเฝ้าแม่อยู่ข้างๆไม่ลุกเดินหายไปไหนเพราะถ้าหากเกิดเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเล็กน้อยอาจจะพลัดหลงไปเมื่อผู้เป็นแม่ฟื้นขึ้นมาอาจจะต้องเสียใจก็เป็นได้ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้จบลงด้วยที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยคนที่มาพบสองแม่ลูกได้มีการประสานงานไปยังผู้ใหญ่บ้านภายในหมู่บ้านนั้น

เพื่อให้มารับตัวแม่ลูกคู่นี้กลับไปพักผ่อนที่บ้านโดยหลายคนที่เห็นภาพนี้สงสารเด็กที่ต้องมามีแม่แบบนี้ซึ่งช่วงเดือนนี้เป็นช่วงที่มีการประกาศงดการจำหน่ายเหล้าแต่ก็ยังมีคนที่แอบขายเหล้าให้กับคนอื่น

และฝ่าฝืนคำสั่งของรัฐบาลด้วยการแอบกินเหล้าถึงแม้ว่าทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยอยากจะส่งตัวอย่างน้อย 40 ปีคนนี้ไปดำเนินคดีกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำผิด พรบ.ฉุกเฉินเกี่ยวกับการห้ามกินเหล้าแต่ก็รู้สึกสงสารเด็กวัย 2 ขวบที่จะไม่มีแม่คอยดูแลครั้งนี้จึงได้มีการปล่อยผ่านไปและส่งเรื่องให้กับผู้ใหญ่บ้านอบรมหญิงสาวคนดังกล่าวต่อไป

 

สนับสนุนโดย  next88 บาคาร่า

ลูกค้าจะซื้อรถ หมดอารมณ์ซื้อ

 ลูกค้าจะซื้อรถ หมดอารมณ์ซื้อเพราะเซลล์ขายรถหาว่าค้ายา ไม่มีปัญหาซื้อรถ

                    เป็นเรื่องเล่าที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งออกมาระบายผ่าน Facebook ของตนเองเกี่ยวกับการเสียความรู้สึกที่ได้มีการติดต่อกับเซลล์ขายรถยนต์ของบริษัท Isuzu ซึ่งใน Facebook ของเขานอกจากจะมีการละบายถึงความรู้สึกที่เขาเสียไปต่อเซลล์ที่มีการพูดคุยกันแล้วเขายังได้มีการนำหลักฐานการพูดคุยกับเซลล์คนดังกล่าวว่าที่เขาเสียความรู้สึกนั้นเป็นเพราะอะไร

ซึ่งในข้อความจะเห็นได้ว่าเขาได้มีการ LINE ไปสอบถามราคารถยนต์เป็นรุ่นที่เขาสนใจจะซื้อโดยมีการถามเรื่องของราคาและจำนวนงวดของการผ่อนดาวน์อายุปีต่างๆในขณะที่เขากำลังถามเกี่ยวกับเรื่องของรายละเอียดของรถอยู่นั้นทางเซลล์ก็ได้ตอบกลับมาโดยใช้คำที่ไม่สุภาพโดยทางเซลล์คิดว่าลูกค้าที่ LINE มาสอบถามราคารถยนต์นั้นไม่น่าจะมีเงินซื้อและยังดูหมิ่นลูกค้าที่เข้ามาสอบถามราคารถด้วยการหาว่าเป็นคนขายยาทำให้ลูกค้าเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากจึงได้นำข้อความดังกล่าวไปโพสต์ส่ง Facebook

ซึ่งมีคนแชร์ออกไปเป็นจำนวนมากและข้อความนี้ก็ถูกส่งไปที่บริษัทอีซูซุทำให้บริษัทมีการพิจารณาพนักงานคนดังกล่าวด้วยการไล่ออกจากงานทันทีโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 เดือนเมษายนปีพ.ศ 2563 เป็นต้นไปและทางบริษัทยังมีการออกเอกสารขอโทษลูกค้าผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดียถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมีการรับปากว่าจะมีการรับบุคลากรใหม่เข้ามาให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้

                เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นความผิดของพนักงานขายรถโดยตรงเพราะถ้าดูจากบทสนทนาใน LINE ก็จะเห็นว่าลูกค้าสอบถามข้อมูลเป็นข้อมูลทั่วไปซึ่งเวลาที่ใครจะซื้อรถก็จะอยากรู้ข้อมูลเหล่านี้เพียงแต่ว่าทางเซลล์อาจจะอารมณ์เสียมาจากที่อื่นแล้วทำให้ใส่อารมณ์กับลูกค้ามากเกินไปและถึงแม้ว่าหากลูกค้าจะไม่สามารถซื้อสินค้าของทางเซลล์ได้แต่การเป็นพนักงานบริการก็ยอมให้ข้อมูลลูกค้าด้วยความสุภาพและมีมารยาทไม่ควรต่อว่าลูกค้าเพราะจากบทสนทนาการนั้นไม่มีข้อความไหนเลยที่ลูกค้าต่อว่าหรือพูดจากวน sale ก่อนซึ่งข้อความใน LINE นี้

สามารถนำไปเป็นหลักฐานเพื่อให้ลูกค้าเอาผิดพนักงานเซลล์คนดังกล่าวได้ในฐานะที่ดูหมิ่น  โดยเซลล์ขายรถคนดังกล่าวจะถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทได้เลยเพราะมีการพิมพ์ข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ลูกค้าที่เข้ามาโพสต์ข้อความระบายก็ได้บอกออกมาแค่ว่าเป็นการระบายเท่านั้นไม่ได้ต้องการที่จะร้องเรียนบริษัทแต่อย่างใดแต่อย่างไรก็ดีจากพฤติกรรมในครั้งนี้ก็ทำให้คนๆนึงต้องตกงานเพียงเพราะ การไม่รู้จักควบคุมตนเองและไม่รู้จักว่าคำว่าบริการนั้นคือยังไง

 

สนับสนุนโดย  sagame88

ข้าราชการจังหวัดอุบลราชธานีสุดกลางชี้หน้าด่าพนักงาน

ข้าราชการจังหวัดอุบลราชธานีสุดกลางชี้หน้าด่าพนักงานคัดกรองหลังเจ้าหน้าที่ขอตรวจเพราะเพิ่งเดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ 

         มีการหรือสะพัดทั่วสนามบินอุบลราชธานีว่ามีข้าราชการระดับสูงคนหนึ่งเพิ่งเดินทางมาจากกรุงเทพฯลงสนามบินอุบลราชธานีเมื่อลงมาถึงทางเจ้าหน้าที่หน่วยคัดกรองก็ทำงานตามปกติโดยมีการตรวจวัดไข้แต่ทางข้าราชการระดับสูงคนดังกล่าวกลับไม่พอใจต่อว่าเจ้าหน้าที่คัดกรองเสียงดังอีกครั้งยังสั่งให้ไปตามหัวหน้าไปอธิบายกับตนเองถึงที่สำนักงานจนเป็นเหตุให้พนักงานคัดกรองคนดังกล่าวไม่มาทำงานในวันรุ่งขึ้นเพราะเกรงกลัวอิทธิพลของข้าราชการระดับสูงคนดังกล่าวซึ่งเขาหรือในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 เมษายนปีพศ 2563 ดูในรายละเอียดของข่าวลือนั้น

แจ้งว่ามีบิ๊กข้าราชการคนหนึ่งซึ่งเป็นคนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีได้มีการขึ้นเครื่องไปทำธุระที่กรุงเทพฯหลังจากนั้นก็เดินทางกลับมาที่จังหวัดอุบลราชธานีอีกครั้งหนึ่งซึ่งเมื่อเดินทางลงจากเครื่องก็เป็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หน่วยคัดกรองของสนามบินซึ่งจะต้องมีการตรวจวัดไข้ผู้โดยสารทุกคนที่ลงมาจากเครื่องบินอยู่แล้วปรากฏว่าเมื่อถึงหิ้วของข้าราชการระดับสูงคนดังกล่าวพนักงานก็ดำเนินการตามปกติ

เพื่อจะทำการวัดไข้แต่ข้าราชการชายคนดังกล่าวกับเกิดอาการหงุดหงิดไม่พอใจอีกทั้งยังส่งเสียงดังต่อว่าพนักงานหญิงที่ทำหน้าที่ตรวจวัดไข้จนทำให้พนักงานคนดังกล่าวเกิดความหวาดกลัวซึ่งขณะที่มีการต่อว่าพนักงานหญิงคนนั้นอยู่มีประชาชนที่มารอคิวเพื่อวัดไข้อยู่เป็นจำนวนมากจึงได้มีการเห็นพฤติกรรมของข้าราชการระดับสูงคนนี้จึงนำไปสู่การซุบซิบนินทาจนเป็นข่าวแพร่สะพัดโด่งดังไปทั่วจังหวัดอุบลราชธานีและเรื่องราวไม่ได้จบลงเพียงแค่วันดังกล่าวเท่านั้นเพราะวันรุ่งขึ้นราชการคนดังกล่าวยังได้มีการโทรไปที่สำนักงานควบคุมโรค

เพื่อต้องการให้หัวหน้างานของพนักงานหญิงคนดังกล่าวเดินทางไปหาตนเองที่สำนักงานเพื่อชี้แจงว่าทำไมพนักงานหญิงคนดังกล่าวถึงได้กระทำการตรวจวัดไข้ของตนเอง แต่หัวหน้าของพนักงานหญิงไม่ได้เดินทางไปชี้แจงตามที่ถูกสั่งให้เดินทางไปเนื่องจากว่ารู้สึกไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเป็นข้าราชการระดับสูงควรจะต้องมีการพูดจากับพนักงานระดับล่างด้วยคำพูดที่ดีๆและควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชนทั่วไป หากพนักงานต้องเลือกปฏิบัติไม่ตรวจคัดกรองทุกคน

ก็จะทำให้ประชาชนคนอื่นๆที่เห็นเหตุการณ์นำไปวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความเสื่อมเสียมาสู่หน่วยงานราชการได้เช่นเดียวกัน  ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ มีคนเป็นพยานมากมายว่าบิ๊กข้าราชการคนดังของเมืองอุบลนั้นกร่างแค่ไหน และเป็นสิ่งที่ประชาขนรับไม่ได้ แทนที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพนักงานชั้นผู้น้อยกลับโชว์ความกร่างให้คนอื่นเห็น แถมตอนเกิดเหตุด่าพนักงานไปตั้งเยอะยังไม่พอใจยังจะเรียกหัวหน้าเขาไปด่าอีก แบบนี้ต้องถูกลงโทษทางวินัยคนอื่นจะได้ไม่เอาเยี่ยงอย่าง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทางเข้า bk8

ดอกไม้ที่ดูสวยงามแต่ฤทธิ์ของมันนั้นไม่ธรรมดา

-ดอกดารารัตน์

สำหรับดอกดารารัตน์นั้น ซึ่งได้เป็นไม้ดอกที่ได้มีถิ่นฐานอยู่ที่เมดิเตอร์เรเนียนแถวแถบทางเอเชียบ้างในบางสายพันซึ่งด้านลักษณะของดอกนั้นจะดูเหมือนกับปากทรัมเป็ต มันจะมีฐานเหมือนกับเอาไว้ลองดอก เนื่องจากพืชชนิดนี้ก็จะมีชนิดและสายพันธุ์ที่ได้แตกต่างกันออกไป ซึ่งมันได้เป็นดอกไม้ที่โปรยกลิ่นหอม ซึ่งถ้าได้เป็นดอกสีเหลืองนั้นจะมีกลิ่มที่แรงกว่าสีดอกอื่นๆ นอกจากนี้มันยังมีสรรพคุณทางด้านยาระบายช่วยลดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ

ทั้งนี้มันก็ยังได้มีสารที่สกัดออกมาเพื่อช่วยให้บำรุงของผิวพรรณ แต่ทว่ายังไปหลงในความสวยงามของมันจนมากเกินไปและได้นำเอามาใช้ในทางที่ผิดเด็ดขาดนั่นมันก็เป็นเพราะว่าพืชไม้ชนิดนี้นั้นมันได้มีพิษที่ร้ายแรง ซึ่งถ้าหากว่ามีสัตว์หรือตัวอะไรที่ได้หลงเข้าไปกินมันแล้วพิษของมันนั้นเมื่อได้กินเข้าไปแล้วก็จะมีอาการอาเจียนและมีอาการชักจากนั้นอาจจะทำให้หัวใจนั้นหยุดเต้นไปเลยก็ได้

-ไฮเดรนเยีย

ส่วนของดอกไฮเดรนเยียนั้นได้เป็นดอกพื้นเมืองที่อยู่อาศัยทางด้านแถบทางเอเชียด้านตะวันออกทางฝั่งของอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้ ซึ่งจะมีรูปร่างที่เป็นพุ่มยาวสูงจะมีส่วนใบที่เป็นใบยัก ซึ่งจะมีดอกที่ออกเป็นกลุ่มและจะมีดอกเล็กๆออกตามมาเป็นดอกย่อย ส่วนดอกของไฮเดรนเยียนั้นมีก็ได้มีสีที่ต่างกันออกไปมันจะไม่เป็นสีเดียวเหมือนกันไปทั้งหมด หากแม้วว่ารูปร่างของดเจ้าดอกไม้นี้จะทำให้พื้นที่ในเรือนของเราสวยงามแล้วและมันก็ได้เป็นพืชไม้ที่ได้มีสารไซยาไนด์อยู่ที่ตัวดอกของมันอีกด้วย นอกจากนี้หากมีสัตว์หรือแมลงที่ได้กินดอกไม้จะชนิดนี้เอาไปก็จะมีลักษณะคลื่นไส้ ตัวเหลือง รวมไปถึงมันอาจะทำให้หมดสติถึงขั้นหัวใจวายลงได้

-ยี่โถ

ในส่วนของไม้ดอกยี่โถนั้นได้มีถิ่นอยู่ที่เมดิเตอร์เรเนียนและทางด้านของตะวันออกกลาง จะมีรูปทรงของลำต้นสูงเกือบสองเมตรจะมีใบคู่และยาวจะมีสีเขียวออกดอกเป็นพุ่มจากนั้นมันก็จะมีจำนวนดอกเล็กใหญ่ปะปนกันไปจำนวนสองถึงสี่ดอกลักษณะของดอกนั้นเป็นทรงกรวดมีสีชมพูปนขาวอีกทั้งก็ยังมีสีอีกเยอะแยะมากมายเนื่องจากนี้ก็ยังมีคนนิยมนำเอามาปลูกเอาไว้ที่สวนในบ้านเพื่อเป็นการประดับบ้านเรือนให้ดูน่าอยู่หรือแม้แต่จะนำเอาดอกของไม้นี้นำเอาไปย้อมสีผ้าก็สามารถนำเอาไปทำได้เช่นกันแต่ทว่ามันจะมีพิษอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งมันได้เป็นพิษที่มีความรุนแรงอยู่เหมือนกัน ทั้งนี้อย่างไรก็ตามควรที่จะหลีกเลี่ยงน้ำยางของไม้ดอกชนิดนี้เอาไว้ก็จะเป็นการดีมากที่สุดสำหรับตัวท่านเอง

โครงการเราไม่ทิ้งกันของสิงคโปร์ก็มีแถมแจกเงินให้

โครงการเราไม่ทิ้งกันของสิงคโปร์ก็มีแถมแจกเงินให้โดยไม่มีเงื่อนไขรับชัวร์ๆคนละ 13,800 บาท 

           ขณะนี้มีการระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019  ซึ่งการระบาดนี้มีการระบาดไปทั่วโลกทั้งในแถบเอเชีย  ทั้งแถบยุโรปและแถบประเทศอเมริกา ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบเนื่องจากนโยบายการลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสทำให้ผู้คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องกักตัวเองอยู่แต่ในบ้านหรือที่เรียกกันว่ามีการล็อกดาวน์ก็คนไม่สามารถออกไปทำงานหาเงินมาเลี้ยงชีพให้กับตนเองได้ ทำให้ประชาชนของแต่ละประเทศต่างก็ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์นี้เป็นอย่างมาก

หนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทยของเราเองที่มีการปิดธุรกิจต่างๆไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการโรงแรม   ร้านอาหาร แล้วยังมีกิจการอื่นๆอีกมากมายที่ทำให้ประชาชนของแต่ละประเทศได้รับความเดือดร้อนซึ่งทางรัฐบาลของแต่ละประเทศก็ต้องมีนโยบายออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนของตนเองหนึ่งในนั้นของประเทศไทยก็คือโครงการเราไม่ทิ้งกันที่ให้ประชาชนมาลงทะเบียนรับเงินเยียวยาช่วยเหลือโดยจะช่วยคนละ 5,000 บาทเป็นระยะเวลา 3 เดือน

ซึ่งในตอนนี้กำลังมีข้อพิพาทวิจารณ์กันเป็นจำนวนมากถึงจำนวนคนที่ได้รับและคนที่ถูกปฏิเสธการรับเงินว่าผู้เดือดร้อนกลับไม่รับเงินเยียวยาในขณะเดียวกันโครงการนี้เองทางประเทศสิงคโปร์ก็นำมาลอกเลียนแบบเพื่อช่วยเหลือประชาชนของประเทศตนเองเหมือนกันแต่ประเทศของสิงคโปร์นั้นมีการดูแลประชาชนของตนเองอย่างดีเทียบกับประเทศไทยแล้วด้วย

เขามีการโอนเงินให้กับประชาชนของเขาเลยคนละ 13,800 บาทโดยที่ไม่ต้องลงทะเบียนอะไรให้ยุ่งยากเหมือนอย่างที่ประเทศไทยทำ โดยเงื่อนไขของประเทศสิงคโปร์นั้นแค่เพียงมีอายุ 21 ปีขึ้นไปก็ได้รับเงินก้อนนี้ไปใช้แล้วสำหรับผู้ที่ได้รับเงินก้อนนี้หากใครมีการให้ข้อมูลเลขที่บัญชีธนาคารไว้กับทางรัฐบาลบุคคลเหล่านั้นก็สามารถรับเงินไปได้เลย

โดยจะมีการโอนให้ในวันที่ 14 เมษายนนี้แต่ถ้าหากใครยังไม่ให้ข้อมูลทางบัญชีกับทางรัฐบาลก็เพียงแค่ไปลงข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ที่ทางรัฐบาลสิงคโปร์มีการประกาศออกให้นั่นก็คือเว็บไซด์ Gov.sg  โดยกำหนดให้ลงทะเบียนภายในวันที่ 23 เมษายนนี้และใครที่มาลงทะเบียนจะได้รับเงินภายในวันที่ 28 เมษายนแต่ถ้าหากใครไม่มาลงทะเบียนก็จะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาในครั้งนี้โดยทั้งประเทศสิงคโปร์ไม่ได้มีการสนใจเกี่ยวกับอาชีพของประชาชนของตนเองว่าจะประกอบอาชีพอะไร

เพราะมองว่าทุกอาชีพต่างก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสกันทั้งนั้นดังนั้นทางรัฐบาลของเขาจึงได้มีนโยบายช่วยเหลือประชาชนทุกคนซึ่งถือว่านี่คือสิ่งที่ดีมากๆที่ผู้นำของประเทศดูแลประชาชนของตนเองเปรียบเทียบกับรัฐบาลของประเทศไทยแล้วที่ตอนนี้ยังไม่สามารถที่จะดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึงโดยเฉพาะเงินเยียวยาที่จะให้ประชาชน 5,000 บาทนี้ผู้ที่มีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้เลยกับไม่ได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้